ช่วยเหลือสังคม

📌 ปักหมุดลงชื่อกันได้เลยนะคะ 🆓 กดไลค์ กดแชร์ กันค่ะ 🗓 วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2563⏰ เวลา 09.00 - 15.00 น.🏫 สมาคมผปค. คนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย , ถนนรามอินทรา , รามอินทรา ซอย 8🌟โครงการเพิ่มศักยภาพ พัฒนา และเสริมสร้างบุคลิกภาพคนพิการทางสติปัญญา (6 WorkShops) WorkShop 1 สอนการแต่งหน้าขั้นพื้นฐานจำกัดจำนวน 40 ครอบครัว (ผู้พิการเบอร์ 5 และผู้ปกครอง) สมาคมผปค.คนพิการทางสติปัญญาฯ ร่วมกับคุณSurachai Saengsuwan ช่างภาพมือหนึ่งของเมืองไทย(จิตอาสา) รับสมัครผู้พิการทางสติปัญญาทั้งชาย-หญิง อายุตั้งแต่ 4 ขวบขึ้นไป (สามารถฟังคำสั่งและใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กได้ดีพอสมควร) เพื่อมาเรียนแต่งหน้าโดยช่างแต่งหน้าผู้เขี่ยวชาญในวงการแต่งหน้า มาสอนน้องๆถึงเทคนิคการแต่งหน้าขั้นพื้นฐาน เริ่มต้นด้วยการสอนการจับแปรง และขั้นตอนต่างๆ จนได้แต่งหน้าด้วยตัวเองอย่างสวยงามเพื่อเสริมสร้างบุคลิกภาพให้แก่ตัวเอง สมาคมฯจัดรับรองสำหรับผู้ที่ลงทะเบียน(40 ครอบครัว)🥪อาหารว่าง - ช่วงเช้า🍱อาหารกลางวัน🥐อาหารว่าง - ช่วงบ่าย🚕ค่าพาหนะต่อ1 ครอบครัว (2 คน) ✳️✳️✳️ อย่าลืมนำสำเนาบัตรคนพิการและสำเนาบัตรประชาชนของผู้ติดตาม นำมาลงทะเบียนหน้างานด้วนนะคะ ติดต่อคุณอุ้ม 064-7894994คุณเล็ก 099-092-7444 (สมาคมฯ) ...

ในกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ “สร้างภูมิคุ้มกันในชุมชน” เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้แนวคิด “ชีวิตใหม่ใต้ร่มพระบารมี...

 วันที่ 30 ก.ค.63 อาคารอำนวยการ ชั้น 9 ณ สำนักงาน กสทช. โดยมีนายพีรพงศ์ จารุสาร ประธานฝ่ายเทคโนโลยีฯ พร้อมคุณสุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และนายศุภชีพ ดิษเทศ นายกสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนสมาคมทั้ง 6 สมาคม เข้าร่วมด้วยนั้น ซึ่งในที่ประชุมร่วมกันหารือโครงการความร่วมมือการพัฒนาทักษะสร้างความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาอาชีพสู่สังคมดิจิดัล สำหรับกลุ่มคนพิการ ฝ่ายทางที่ปรึกษาฯ ชี้แจงเรื่องรายละเอียดค่าใช้จ่ายและข้อมูลรายละเอียดกับทางสภาคนพิการฯ เพื่อเป็นข้อมูลในการทำแบบสอบถาม เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานโครงการีเพื่อศึกษาและออกแบบหลักสูตรการพัฒนาทักษะสร้างความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสู่สังคมดิจิทัลในภารกิจบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม ...

สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์การขับเคลื่อนงานเชิงนโยบายและกฎหมายด้านคนพิการระดับชาติ รวมทั้งพิทักษ์สิทธิคนพิการ ประกอบด้วยองค์การคนพิการแต่ละประเภท (สมาคมคนพิการระดับชาติ) 6 องค์การ ได้แก่ สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย และสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภาจัดทำรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา โดยพิจารณาศึกษาและรับทราบข้อมูลสถานการณ์ ปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินมาตรการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเห็นว่า เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในการส่งเสริม สนับสนุน และเสริมพลังให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการมีอาชีพ มีรายได้อย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และยั่งยืน จึงมีข้อเสนอแนะต่อแนวทางการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ รวม 3 ประการหลัก 9 ประเด็นย่อย ดังนี้​1. กระทรวงแรงงานควรเสนอต่อรัฐบาล/คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (กพช.) เร่งรัดให้หน่วยงานของรัฐจ้างงานคนพิการให้ครบถ้วนตามจำนวนที่กฎหมายกำหนดอีกประมาณ 8,000 อัตรา และดำเนินการให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 27 ตุลาคม 2558 ซึ่งกำหนดให้การปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐเป็นตัวชี้วัดในการประเมินผลการปฏิบัติงานของหัวหน้าหน่วยงานระดับกระทรวงอย่างเคร่งครัด รวมทั้งควรจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้ จากผลการรับคนพิการเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐของปี 2562 หน่วยงานของรัฐต้องรับคนพิการเข้าทำงานทั้งหมด 14,226 คน แต่ปฏิบัติตามมาตรา 33 และ 35 เพียง 6,257 คน ยังต้องจ้างเพิ่มอีก 7,969 คน อนึ่ง เพื่อเป็นต้นแบบในการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการให้กับภาคเอกชน รัฐบาลควรต้องจ่ายเงินอุดหนุนให้กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้วย โดยหักจากงบประมาณของหน่วยงานรัฐที่ไม่จ้างงานคนพิการตามจำนวนเงินที่ต้องจ้างงานคนพิการตามที่กฎหมายกำหนด ​2. กระทรวงแรงงาน ควรร่วมมือกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ดำเนินการ ดังนี้​2.1 ปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐ จะต้องรับเข้าทำงาน และจำนวนเงินที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2554 ในประเด็น ดังนี้​​2.1.1 การปรับเพิ่มสัดส่วนการจ้างงานคนพิการของหน่วยงานภาครัฐ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2 เท่ากับอัตราค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีอัตราจ้างสูงสุดร้อยละ 5 (อ้างอิงจากข้อมูลระบบโควตาการจ้างงานคนพิการของแต่ละประเทศทั่วโลก (Quota Schemes for Persons with Disabilities) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) https://www.ilo.org/…/disabi…/WCMS_735532/lang--en/index.htm และ กรมกิจการเศรษฐกิจและสังคมของ สหประชาชาติ (UNDESA) https://www.un.org/…/disab…/publication-disability-sdgs.html) คือ ลูกจ้าง 100 คน ให้จ้างงานคนพิการ 2 คน (100 : 2) แต่ในส่วนภาคเอกชนยังคงสัดส่วนเดิม ร้อยละ 1 คือ ลูกจ้าง 100 คน ให้จ้างงานคนพิการ 1 คน (100 : 1) ร่วมกับการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับภาคเอกชนด้วย เพื่อเป็นการลดภาระให้กับภาคเอกชนจากภัย COVID – 19 เนื่องจากภาครัฐ ถือเป็นกลุ่มทุนหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งผลที่จะเกิดขึ้นจากการปรับเพิ่มสัดส่วนการจ้างงานของภาครัฐ จะทำให้ภาครัฐได้เข้ามาเสริมพลังคนพิการให้มีศักยภาพในการทำงานมากขึ้น และนำไปสู่คนพิการที่มีความสามารถตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานเพิ่มมากขึ้นด้วย​​2.1.2 การกำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐต้องจ่ายค่าจ้างคนพิการขั้นต่ำรวมแล้วไม่น้อยกว่า 30 วันต่อเดือน ถึงแม้จะจ้างงานคนพิการเป็นแบบรายวันก็ตาม โดยใช้วิธีคำนวณจากอัตราต่ำสุดของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่ใช้บังคับครั้งหลังสุดในปีก่อนปีที่มีหน้าที่ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการคูณด้วยสามร้อยหกสิบห้า และคูณด้วยจำนวนคนพิการที่ไม่ได้รับเข้าทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหาคนพิการถูกจ้างงานเป็นรายวันและได้รับค่าจ้างรวมแล้วน้อยกว่าค่าจ้างรายเดือน​2.2 แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มาตรา 33 เพื่อให้กระทรวงแรงงานมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานคนพิการให้ครบถ้วนในทุกมิติ มากกว่าแค่ “การกำหนดจำนวนที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐจะต้องรับคนพิการเข้าทำงาน” ซึ่งกำหนดอยู่ในกฎหมายฉบับปัจจุบันเท่านั้น เช่น กำหนดแนวทางการจ้างงานคนพิการให้สอดคล้องทั้งประเด็นการจ้างงานคนพิการแบบรายเดือน การคำนวณค่าจ้างรายเดือน การนับจำนวนลูกจ้างของสถานประกอบการ และประเด็นอื่น ๆ เป็นต้น​2.3 เพิ่มการมีส่วนร่วมของคนพิการ โดยการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้านแรงงานภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ให้มีผู้แทนองค์การคนพิการแต่ละประเภททั้ง 6 องค์การให้ครบถ้วนและให้มีผู้แทนองค์กรของคนพิการที่ขับเคลื่อนงานด้านแรงงานคนพิการ เช่น สมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย เข้าร่วมเป็นอนุกรรมการดังกล่าวด้วย โดยให้คณะอนุกรรมการดังกล่าวทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการบูรณการการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ในการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานคนพิการ​2.4 พัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบตรวจสอบการจ้างงานคนพิการแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ รวมถึงดำเนินคดีกรณีสถานประกอบการและคนพิการตกลงจ้างงานในอัตราค่าจ้างต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดอย่างจริงจัง อีกทั้งควรกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการจ้างงานคนพิการแบบสับเปลี่ยนหรือหมุนเวียนคนพิการเป็นรายปี เพื่อช่วยให้คนพิการได้มีความมั่นคงในการทำงานและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย​2.5 เร่งหารือร่วมกับคนพิการและสถานประกอบการเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินการตามมาตรา 35 เพื่อให้คนพิการและผู้ประกอบการปฏิบัติได้ชัดเจนและถูกต้องในสถานการณ์ภัย COVID-19 รวมทั้งแนวปฏิบัติเพื่อให้มีการดำเนินการตามชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ซึ่งต้องเกิดขึ้นภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ด้วย เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติพิจารณาและมีมติเห็นชอบต่อมาตรการการผ่อนผันหรือบทเฉพาะกาลตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีกรณีพิเศษ ฝึกงาน หรือจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ล่ามภาษามือ หรือให้ความช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ พ.ศ. 2558 อันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย ทั้งเรื่องระยะเวลาการฝึกอบรมตามข้อ 26 (2) ที่ต้องไม่น้อยกว่าหกเดือนและไม่น้อยกว่าหกร้อยชั่วโมง การปรับเปลี่ยนรูปแบบการฝึกอบรม แนวทางการคืนเงินกรณีไม่สามารถฝึกอบรมได้ และประเด็นอื่น ๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ เพื่อช่วยให้การดำเนินการจ้างงานคนพิการตามกฎหมายสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและถูกต้องตามระเบียบ​ ​2.6 สร้างความเข้าใจกับสถานประกอบการเกี่ยวกับรูปแบบและวิธีการมอบหมายงาน รวมถึงสายงานการบังคับบัญชาของแต่ละสถานประกอบการที่ไม่ขาดตอน กรณีสถานประกอบการจ้างงานคนพิการเพื่อไปทำงานสาธารณประโยชน์ในชุมชนตามคำสั่งของสถานประกอบการ เพื่อทำให้คนพิการได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อาทิ (1) ต้องมีสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือทำเป็นบันทึกข้อตกลง โดยมีเนื้อหาของสัญญา รวมถึงเอกสารแนบท้ายสัญญาที่ระบุขอบข่ายการทำงานหรือภารกิจ การกำกับดูแลการปฏิบัติงาน มีกำหนดวัน เวลา และหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า ให้คนพิการไปทำประโยชน์สาธารณะในเรื่องอะไร (2) กำหนดให้มีผู้บังคับบัญชาในการควบคุมการปฏิบัติงานและมอบหมายงานให้ไปทำแทนนายจ้าง เช่น สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย เป็นต้น และ (3) มีการบันทึกเวลาการทำงาน​2.7 พัฒนาหรือสนับสนุนการจัดตั้งกลไกการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการในการสร้างความเข็มแข็งและประสานงานกับเครือข่าย/หน่วยงาน/ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ตั้งแต่การประเมินศักยภาพและความต้องการคนพิการ การวิเคราะห์สภาพงาน การเตรียมความความพร้อมการจัดหางาน ไปจนถึงการติดตามและสนับสนุนการทำงานของคนพิการในสถานประกอบการโดยการปฏิรูปกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้เป็นนิติบุคคลที่จะสามารถดำเนินการได้คล่องตัว เป็นมืออาชีพ และมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งสนับสนุนให้มีการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) หรือกองทุนการลงทุนเพื่อผลกระทบทางสังคม (Social Impact Fund: SIF/Social Impact Partnership: SIP) ในการทำหน้าที่เป็นกลไกดังกล่าว​3. กระทรวงแรงงาน ควรเสนอให้มีการเพิ่มเติมหมวดว่าด้วยการใช้แรงงานคนพิการไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เช่นเดียวกับหมวดว่าด้วยการใช้แรงงานสตรีและเด็ก เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มีฐานะเป็นเพียงกลไกหรือมาตรการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการเท่านั้น ไม่ใช่กลไกคุ้มครองแรงงาน ทั้งนี้ เพื่อปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและยกระดับความเท่าเทียมของแรงงานคนพิการ​ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง แนวทางการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ………………………………………………………….ผู้ประสานงาน นางสาวศิริรัช ไชยรัตน์ หัวหน้าฝ่ายประสานงานส่วนกลาง มือถือ 063-0531789 และ 085-1697727อีเมล: disabilitiesth@gmail.com และ siriratthanya@gmail.com ...

https://www.youtube.com/watch?v=gcKqM1yD2-M&feature=youtu.be https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=3108509545898748&id=100002191994073&sfnsn=mo ...

ข้อเสนอการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการโดย สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์การขับเคลื่อนงานเชิงนโยบายและกฎหมายด้านคนพิการระดับชาติ รวมทั้งพิทักษ์สิทธิคนพิการ ประกอบด้วยองค์การคนพิการแต่ละประเภท (สมาคมคนพิการระดับชาติ) 6 องค์การ ได้แก่ สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย และสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภาจัดทำรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา โดยพิจารณาศึกษาและรับทราบข้อมูลสถานการณ์ ปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินมาตรการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเห็นว่า เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในการส่งเสริม สนับสนุน และเสริมพลังให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการมีอาชีพ มีรายได้อย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และยั่งยืน จึงมีข้อเสนอแนะต่อแนวทางการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ รวม 3 ประการหลัก 9 ประเด็นย่อย ดังนี้ ​1. กระทรวงแรงงานควรเสนอต่อรัฐบาล/คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (กพช.) เร่งรัดให้หน่วยงานของรัฐจ้างงานคนพิการให้ครบถ้วนตามจำนวนที่กฎหมายกำหนดอีกประมาณ 8,000 อัตรา และดำเนินการให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 27 ตุลาคม 2558 ซึ่งกำหนดให้การปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐเป็นตัวชี้วัดในการประเมินผลการปฏิบัติงานของหัวหน้าหน่วยงานระดับกระทรวงอย่างเคร่งครัด รวมทั้งควรจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้ จากผลการรับคนพิการเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐของปี 2562 หน่วยงานของรัฐต้องรับคนพิการเข้าทำงานทั้งหมด 14,226 คน แต่ปฏิบัติตามมาตรา 33 และ 35 เพียง 6,257 คน ยังต้องจ้างเพิ่มอีก 7,969 คน อนึ่ง เพื่อเป็นต้นแบบในการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการให้กับภาคเอกชน รัฐบาลควรต้องจ่ายเงินอุดหนุนให้กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้วย โดยหักจากงบประมาณของหน่วยงานรัฐที่ไม่จ้างงานคนพิการตามจำนวนเงินที่ต้องจ้างงานคนพิการตามที่กฎหมายกำหนด​2. กระทรวงแรงงาน ควรร่วมมือกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ดำเนินการ ดังนี้​2.1 ปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐ จะต้องรับเข้าทำงาน และจำนวนเงินที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2554 ในประเด็น ดังนี้​​2.1.1 การปรับเพิ่มสัดส่วนการจ้างงานคนพิการของหน่วยงานภาครัฐ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2 เท่ากับอัตราค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีอัตราจ้างสูงสุดร้อยละ 5 (อ้างอิงจากข้อมูลระบบโควตาการจ้างงานคนพิการของแต่ละประเทศทั่วโลก (Quota Schemes for Persons with Disabilities) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) https://www.ilo.org/…/disabi…/WCMS_735532/lang--en/index.htm และ กรมกิจการเศรษฐกิจและสังคมของ สหประชาชาติ (UNDESA) https://www.un.org/…/disab…/publication-disability-sdgs.html) คือ ลูกจ้าง 100 คน ให้จ้างงานคนพิการ 2 คน (100 : 2) แต่ในส่วนภาคเอกชนยังคงสัดส่วนเดิม ร้อยละ 1 คือ ลูกจ้าง 100 คน ให้จ้างงานคนพิการ 1 คน (100 : 1) ร่วมกับการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับภาคเอกชนด้วย เพื่อเป็นการลดภาระให้กับภาคเอกชนจากภัย COVID – 19 เนื่องจากภาครัฐ ถือเป็นกลุ่มทุนหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งผลที่จะเกิดขึ้นจากการปรับเพิ่มสัดส่วนการจ้างงานของภาครัฐ จะทำให้ภาครัฐได้เข้ามาเสริมพลังคนพิการให้มีศักยภาพในการทำงานมากขึ้น และนำไปสู่คนพิการที่มีความสามารถตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานเพิ่มมากขึ้นด้วย​​2.1.2 การกำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐต้องจ่ายค่าจ้างคนพิการขั้นต่ำรวมแล้วไม่น้อยกว่า 30 วันต่อเดือน ถึงแม้จะจ้างงานคนพิการเป็นแบบรายวันก็ตาม โดยใช้วิธีคำนวณจากอัตราต่ำสุดของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่ใช้บังคับครั้งหลังสุดในปีก่อนปีที่มีหน้าที่ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการคูณด้วยสามร้อยหกสิบห้า และคูณด้วยจำนวนคนพิการที่ไม่ได้รับเข้าทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหาคนพิการถูกจ้างงานเป็นรายวันและได้รับค่าจ้างรวมแล้วน้อยกว่าค่าจ้างรายเดือน​2.2 แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มาตรา 33 เพื่อให้กระทรวงแรงงานมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานคนพิการให้ครบถ้วนในทุกมิติ มากกว่าแค่ “การกำหนดจำนวนที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐจะต้องรับคนพิการเข้าทำงาน” ซึ่งกำหนดอยู่ในกฎหมายฉบับปัจจุบันเท่านั้น เช่น กำหนดแนวทางการจ้างงานคนพิการให้สอดคล้องทั้งประเด็นการจ้างงานคนพิการแบบรายเดือน การคำนวณค่าจ้างรายเดือน การนับจำนวนลูกจ้างของสถานประกอบการ และประเด็นอื่น ๆ เป็นต้น​2.3 เพิ่มการมีส่วนร่วมของคนพิการ โดยการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้านแรงงานภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ให้มีผู้แทนองค์การคนพิการแต่ละประเภททั้ง 6 องค์การให้ครบถ้วนและให้มีผู้แทนองค์กรของคนพิการที่ขับเคลื่อนงานด้านแรงงานคนพิการ เช่น สมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย เข้าร่วมเป็นอนุกรรมการดังกล่าวด้วย โดยให้คณะอนุกรรมการดังกล่าวทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการบูรณการการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ในการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานคนพิการ​2.4 พัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบตรวจสอบการจ้างงานคนพิการแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ รวมถึงดำเนินคดีกรณีสถานประกอบการและคนพิการตกลงจ้างงานในอัตราค่าจ้างต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดอย่างจริงจัง อีกทั้งควรกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการจ้างงานคนพิการแบบสับเปลี่ยนหรือหมุนเวียนคนพิการเป็นรายปี เพื่อช่วยให้คนพิการได้มีความมั่นคงในการทำงานและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย​2.5 เร่งหารือร่วมกับคนพิการและสถานประกอบการเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินการตามมาตรา 35 เพื่อให้คนพิการและผู้ประกอบการปฏิบัติได้ชัดเจนและถูกต้องในสถานการณ์ภัย COVID-19 รวมทั้งแนวปฏิบัติเพื่อให้มีการดำเนินการตามชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ซึ่งต้องเกิดขึ้นภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ด้วย เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติพิจารณาและมีมติเห็นชอบต่อมาตรการการผ่อนผันหรือบทเฉพาะกาลตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีกรณีพิเศษ ฝึกงาน หรือจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ล่ามภาษามือ หรือให้ความช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ พ.ศ. 2558 อันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย ทั้งเรื่องระยะเวลาการฝึกอบรมตามข้อ 26 (2) ที่ต้องไม่น้อยกว่าหกเดือนและไม่น้อยกว่าหกร้อยชั่วโมง การปรับเปลี่ยนรูปแบบการฝึกอบรม แนวทางการคืนเงินกรณีไม่สามารถฝึกอบรมได้ และประเด็นอื่น ๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ เพื่อช่วยให้การดำเนินการจ้างงานคนพิการตามกฎหมายสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและถูกต้องตามระเบียบหรือมาตรการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการเท่านั้น ไม่ใช่กลไกคุ้มครองแรงงาน ทั้งนี้ เพื่อปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและยกระดับความเท่าเทียมของแรงงานคนพิการ​ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง แนวทางการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ​ ​2.6 สร้างความเข้าใจกับสถานประกอบการเกี่ยวกับรูปแบบและวิธีการมอบหมายงาน รวมถึงสายงานการบังคับบัญชาของแต่ละสถานประกอบการที่ไม่ขาดตอน กรณีสถานประกอบการจ้างงานคนพิการเพื่อไปทำงานสาธารณประโยชน์ในชุมชนตามคำสั่งของสถานประกอบการ เพื่อทำให้คนพิการได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อาทิ (1) ต้องมีสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือทำเป็นบันทึกข้อตกลง โดยมีเนื้อหาของสัญญา รวมถึงเอกสารแนบท้ายสัญญาที่ระบุขอบข่ายการทำงานหรือภารกิจ การกำกับดูแลการปฏิบัติงาน มีกำหนดวัน เวลา และหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า ให้คนพิการไปทำประโยชน์สาธารณะในเรื่องอะไร (2) กำหนดให้มีผู้บังคับบัญชาในการควบคุมการปฏิบัติงานและมอบหมายงานให้ไปทำแทนนายจ้าง เช่น สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย เป็นต้น และ (3) มีการบันทึกเวลาการทำงาน​2.7 พัฒนาหรือสนับสนุนการจัดตั้งกลไกการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการในการสร้างความเข็มแข็งและประสานงานกับเครือข่าย/หน่วยงาน/ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ตั้งแต่การประเมินศักยภาพและความต้องการคนพิการ การวิเคราะห์สภาพงาน การเตรียมความความพร้อมการจัดหางาน ไปจนถึงการติดตามและสนับสนุนการทำงานของคนพิการในสถานประกอบการโดยการปฏิรูปกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้เป็นนิติบุคคลที่จะสามารถดำเนินการได้คล่องตัว เป็นมืออาชีพ และมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งสนับสนุนให้มีการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) หรือกองทุนการลงทุนเพื่อผลกระทบทางสังคม (Social Impact Fund: SIF/Social Impact Partnership: SIP) ในการทำหน้าที่เป็นกลไกดังกล่าว​3. กระทรวงแรงงาน ควรเสนอให้มีการเพิ่มเติมหมวดว่าด้วยการใช้แรงงานคนพิการไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เช่นเดียวกับหมวดว่าด้วยการใช้แรงงานสตรีและเด็ก เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มีฐานะเป็นเพียงกลไก ​2. กระทรวงแรงงาน ควรร่วมมือกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ดำเนินการ ดังนี้​2.1 ปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐ จะต้องรับเข้าทำงาน และจำนวนเงินที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2554 ในประเด็น ดังนี้​​2.1.1 การปรับเพิ่มสัดส่วนการจ้างงานคนพิการของหน่วยงานภาครัฐ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2 เท่ากับอัตราค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีอัตราจ้างสูงสุดร้อยละ 5 (อ้างอิงจากข้อมูลระบบโควตาการจ้างงานคนพิการของแต่ละประเทศทั่วโลก (Quota Schemes for Persons with Disabilities) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) https://www.ilo.org/…/disabi…/WCMS_735532/lang--en/index.htm และ กรมกิจการเศรษฐกิจและสังคมของ สหประชาชาติ (UNDESA) https://www.un.org/…/disab…/publication-disability-sdgs.html) คือ ลูกจ้าง 100 คน ให้จ้างงานคนพิการ 2 คน (100 : 2) แต่ในส่วนภาคเอกชนยังคงสัดส่วนเดิม ร้อยละ 1 คือ ลูกจ้าง 100 คน ให้จ้างงานคนพิการ 1 คน (100 : 1) ร่วมกับการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับภาคเอกชนด้วย เพื่อเป็นการลดภาระให้กับภาคเอกชนจากภัย COVID – 19 เนื่องจากภาครัฐ ถือเป็นกลุ่มทุนหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งผลที่จะเกิดขึ้นจากการปรับเพิ่มสัดส่วนการจ้างงานของภาครัฐ จะทำให้ภาครัฐได้เข้ามาเสริมพลังคนพิการให้มีศักยภาพในการทำงานมากขึ้น และนำไปสู่คนพิการที่มีความสามารถตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานเพิ่มมากขึ้นด้วย​​2.1.2 การกำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐต้องจ่ายค่าจ้างคนพิการขั้นต่ำรวมแล้วไม่น้อยกว่า 30 วันต่อเดือน ถึงแม้จะจ้างงานคนพิการเป็นแบบรายวันก็ตาม โดยใช้วิธีคำนวณจากอัตราต่ำสุดของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่ใช้บังคับครั้งหลังสุดในปีก่อนปีที่มีหน้าที่ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการคูณด้วยสามร้อยหกสิบห้า และคูณด้วยจำนวนคนพิการที่ไม่ได้รับเข้าทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหาคนพิการถูกจ้างงานเป็นรายวันและได้รับค่าจ้างรวมแล้วน้อยกว่าค่าจ้างรายเดือน​2.2 แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มาตรา 33 เพื่อให้กระทรวงแรงงานมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานคนพิการให้ครบถ้วนในทุกมิติ มากกว่าแค่ “การกำหนดจำนวนที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐจะต้องรับคนพิการเข้าทำงาน” ซึ่งกำหนดอยู่ในกฎหมายฉบับปัจจุบันเท่านั้น เช่น กำหนดแนวทางการจ้างงานคนพิการให้สอดคล้องทั้งประเด็นการจ้างงานคนพิการแบบรายเดือน การคำนวณค่าจ้างรายเดือน การนับจำนวนลูกจ้างของสถานประกอบการ และประเด็นอื่น ๆ เป็นต้น​2.3 เพิ่มการมีส่วนร่วมของคนพิการ โดยการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้านแรงงานภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ให้มีผู้แทนองค์การคนพิการแต่ละประเภททั้ง 6 องค์การให้ครบถ้วนและให้มีผู้แทนองค์กรของคนพิการที่ขับเคลื่อนงานด้านแรงงานคนพิการ เช่น สมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย เข้าร่วมเป็นอนุกรรมการดังกล่าวด้วย โดยให้คณะอนุกรรมการดังกล่าวทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการบูรณการการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ในการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานคนพิการ​2.4 พัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบตรวจสอบการจ้างงานคนพิการแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ รวมถึงดำเนินคดีกรณีสถานประกอบการและคนพิการตกลงจ้างงานในอัตราค่าจ้างต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดอย่างจริงจัง อีกทั้งควรกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการจ้างงานคนพิการแบบสับเปลี่ยนหรือหมุนเวียนคนพิการเป็นรายปี เพื่อช่วยให้คนพิการได้มีความมั่นคงในการทำงานและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย​2.5 เร่งหารือร่วมกับคนพิการและสถานประกอบการเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินการตามมาตรา 35 เพื่อให้คนพิการและผู้ประกอบการปฏิบัติได้ชัดเจนและถูกต้องในสถานการณ์ภัย COVID-19 รวมทั้งแนวปฏิบัติเพื่อให้มีการดำเนินการตามชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ซึ่งต้องเกิดขึ้นภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ด้วย เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติพิจารณาและมีมติเห็นชอบต่อมาตรการการผ่อนผันหรือบทเฉพาะกาลตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีกรณีพิเศษ ฝึกงาน หรือจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ล่ามภาษามือ หรือให้ความช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ พ.ศ. 2558 อันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย ทั้งเรื่องระยะเวลาการฝึกอบรมตามข้อ 26 (2) ที่ต้องไม่น้อยกว่าหกเดือนและไม่น้อยกว่าหกร้อยชั่วโมง การปรับเปลี่ยนรูปแบบการฝึกอบรม แนวทางการคืนเงินกรณีไม่สามารถฝึกอบรมได้ และประเด็นอื่น ๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ เพื่อช่วยให้การดำเนินการจ้างงานคนพิการตามกฎหมายสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและถูกต้องตามระเบียบ​ ​2.6 สร้างความเข้าใจกับสถานประกอบการเกี่ยวกับรูปแบบและวิธีการมอบหมายงาน รวมถึงสายงานการบังคับบัญชาของแต่ละสถานประกอบการที่ไม่ขาดตอน กรณีสถานประกอบการจ้างงานคนพิการเพื่อไปทำงานสาธารณประโยชน์ในชุมชนตามคำสั่งของสถานประกอบการ เพื่อทำให้คนพิการได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อาทิ (1) ต้องมีสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือทำเป็นบันทึกข้อตกลง โดยมีเนื้อหาของสัญญา รวมถึงเอกสารแนบท้ายสัญญาที่ระบุขอบข่ายการทำงานหรือภารกิจ การกำกับดูแลการปฏิบัติงาน มีกำหนดวัน เวลา และหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า ให้คนพิการไปทำประโยชน์สาธารณะในเรื่องอะไร (2) กำหนดให้มีผู้บังคับบัญชาในการควบคุมการปฏิบัติงานและมอบหมายงานให้ไปทำแทนนายจ้าง เช่น สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย เป็นต้น และ (3) มีการบันทึกเวลาการทำงาน​2.7 พัฒนาหรือสนับสนุนการจัดตั้งกลไกการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการในการสร้างความเข็มแข็งและประสานงานกับเครือข่าย/หน่วยงาน/ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ตั้งแต่การประเมินศักยภาพและความต้องการคนพิการ การวิเคราะห์สภาพงาน การเตรียมความความพร้อมการจัดหางาน ไปจนถึงการติดตามและสนับสนุนการทำงานของคนพิการในสถานประกอบการโดยการปฏิรูปกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้เป็นนิติบุคคลที่จะสามารถดำเนินการได้คล่องตัว เป็นมืออาชีพ และมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งสนับสนุนให้มีการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) หรือกองทุนการลงทุนเพื่อผลกระทบทางสังคม (Social Impact Fund: SIF/Social Impact Partnership: SIP) ในการทำหน้าที่เป็นกลไกดังกล่าว​3. กระทรวงแรงงาน ควรเสนอให้มีการเพิ่มเติมหมวดว่าด้วยการใช้แรงงานคนพิการไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เช่นเดียวกับหมวดว่าด้วยการใช้แรงงานสตรีและเด็ก เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มีฐานะเป็นเพียงกลไกหรือมาตรการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการเท่านั้น ไม่ใช่กลไกคุ้มครองแรงงาน ทั้งนี้ เพื่อปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและยกระดับความเท่าเทียมของแรงงานคนพิการ​ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง แนวทางการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ………………………………………………………….ผู้ประสานงาน นางสาวศิริรัช ไชยรัตน์ หัวหน้าฝ่ายประสานงานส่วนกลาง มือถือ 063-0531789 และ 085-1697727อีเมล: disabilitiesth@gmail.com และ siriratthanya@gmail.com ...

ปัญหาคุณครูที่สอนเป็นจ้างเหมาไม่มีความมั่นคงในอาชีพเข้าออกจำนวนมากไม่มีค่าพาหนะให้ ไม่มีประกันสังคม ได้เงินเดือนแค่ 15,000 บาท คุณครูขาดประสบการณ์ไม่ได้ผ่านการอบรมการสอนสำหรับคนพิการโดยตรง และอีกหลากหลายปัญหาเรามาช่วยกันคิดช่วยกันทำให้ระบบและการจัดการให้มันดีกว่านี้กันนะครับ ตามนโยบายเกี่ยวกับการจัดการศึกษานอกโรงเรียนให้กับกลุ่มเป้าหมายที่มีสภาพพิเศษ แตกต่างจากกลุ่มเป้าหมายทั่วไป และมีวิธีการจัดการศึกษาเป็นพิเศษ ให้แก่ ผู้สูงอายุ คนพิการ เด็กด้อยโอกาส สตรีกลุ่มเสี่ยง และคนไทยในต่างประเทศ ***การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ในรูปแบบของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกลุ่มเป้าหมายพิเศษ แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1. การศึกษาขั้นพื้นฐาน · จัดการศึกษาให้กับคนพิการ 3 ระดับ ได้แก่ 1.1 ระดับประถมศึกษา 1.2 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 1.3 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย · รูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดย กศน.มีรูปแบบการเรียนรู้ 7 รูปแบบได้แก่ 1. การเรียนรู้แบบพบกลุ่ม 2. การเรียนรู้ด้วยตนเอง 3. การเรียนรู้แบบทางไกล 4. การเรียนรู้แบบชั้นเรียน 5. การเรียนรู้ตามอัธยาศัย 6. การเรียนจากการทำโครงงาน 7. การเรียนรู้แบบอื่น ๆ ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนรู้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือหลาย ๆ รูปแบบก็ได้ · คุณสมบัติ การรับสมัครและการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษาคนพิการ 1. รับนักศึกษาทุกระดับ ทุกประเภทความพิการ โดยมีศักยภาพที่สามารถช่วยเหลือตนเองเบื้องต้นได้ 2. มีความพร้อมที่จะสามารถรับรู้ เรียนรู้ได้ 3. อายุ 16 ปีขึ้นไป 4. รับสมัครที่ศูนย์กศน. ทุกอำเภอ/ทุกจังหวัดทั่วประเทศ คนพิการที่มีความรู้ และประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การประกอบอาชีพ หรือประสบการณ์จากการทำงาน สามารถขอรับการประเมินเทียบระดับการศึกษาทั้งระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้ โดยสมัครได้ที่สถานศึกษาสังกัดสำนักงาน กศน. ที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศให้เป็นสถานศึกษาที่ทำหน้าที่ประเมินเทียบระดับการศึกษา · ประโยชน์ที่ผู้รับบริการ จะได้รับ 1. การฟื้นฟูสมรรรถภาพ ความพิการเป็นรายบุคคล 2. การจัดทำแผนการจัดการศึกษา เฉพาะบุคคล (IEP) และแผนการสอน เฉพาะบุคคล (IIP) 3. การกระตุ้นการเรียนรู้ การเข้าร่วมกิจกรรมและสังคม 4. การจัดการเรียนรู้ มีรูปแบบที่หลากหลาย และเหมาะสมเป็นรายบุคคล 5. การบูรณาการเชื่อมโยงเนื้อหา สาระสอดคล้องกับวิถีการดำรงชีวิตประจำวัน 6. การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมกับครอบครัว /ชุมชน/สังคมและบุคคลที่เกี่ยวข้อง อย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี 7. การจัดสิ่งอำนวยความสะดวก ตามกฎกระทรวงฯอย่างมีประสิทธิภาพ ตามความต้องการเป็นรายบุคคล 8. การประสานงานการส่งต่อ และการช่วยเหลือระยะเริ่มแรกเช่น แพทย์นักการศึกษา นักกายภาพ ...